การใช้ Articles a, an, the
A’, ‘An’, ‘The’ สามองค์ประกอบในภาษาอังกฤษที่เราแสนจะคุ้นหน้าคุ้นตา
ที่ปฏิเสธกันไม่ได้เลยว่า “ไม่เคยเรียนเลยสามตัวนี้” แต่ทำไมหนอ คนไทยเรามักใช้สามตัวนี้แบบผิดๆ
A และ An ยังถือว่าค่อนข้างง่าย เมื่อใดที่ใช้ผิด หรือเขียนตกไป อาจเป็นเพราะหลงลืมเป็นครั้งคราว แต่การใช้ The ของคนไทยแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ
A และ An ยังถือว่าค่อนข้างง่าย เมื่อใดที่ใช้ผิด หรือเขียนตกไป อาจเป็นเพราะหลงลืมเป็นครั้งคราว แต่การใช้ The ของคนไทยแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ
1. ใช้ The นำทุกคำที่เป็นคำนาม
โดยหวังว่า “ถ้าไม่ถูก..ครูบาอาจารย์ก็คงลบออกให้เอง”
2. เมื่อ The มันใช้ยากนัก
ก็ไม่ใช้มันเสียเลย...หมดเรื่อง
ลองอ่านวิธีการใช้ Articles (A, An, The) ฉบับย่อด้านล่างนี้
แล้วจะเห็นว่าจริงๆแล้วทั้งสามตัวใช้ง่ายขนาดไหน
1. A ใช้นำคำนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์
โดยเราไม่ต้องสนใจไปเจาะจงว่าหมายถึง”อันนี้” “คนนั้น” “ตัวโน้น”
เช่น ถ้าลูกชายของคุณมารบเร้าว่า “Dad,
I want to see a real-life panda.” นั่นหมายความว่า
ลูกชายแค่ต้องการจะเห็นหมีแพนด้าตัวเป็นๆ คุณสามารถจะพาเขาไปดู”หลินปิง”ที่เชียงใหม่
หรือจะพาบินไปประเทศจีนเลยก็ได้ ค่าเท่ากัน หมีแพนด้า (ตัวเดียวเป็นเอกพจน์)เหมือนๆกัน
2. An ใช้เหมือนกับ A ทุกอย่าง เพียงแค่ใช้แทน A เพื่อนำหน้าคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ และออกเสียงสระ
หรือขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แต่ออกเสียงสระก็ได้ เช่น
An umbrella: umbrella ขึ้นต้นด้วย
u เป็นสระ และออกเสียง “อัม” ซึ่งมาจากการผสมตัว u กับ m
An
hour: hour ขึ้นต้นด้วย
h เป็นพยัญชนะ แต่ออกเสียง “อาวร์”
ซึ่งมาจากตัว o, u, และ r
A university: university ถึงแม้จะขึ้นต้นด้วย u แต่ออกเสียง “ยู” ซึ่งเป็นเสียงของตัว y และ
u(หรือ oo)
3. The ใช้ได้กับคำนามทั้งเอกพจน์ และพหูพจน์ ทั้งที่นับได้ และที่นับไม่ได้ โดย The
ไม่ได้บอกเราว่าคำนามนั้นๆมีจำนวนเท่าไหร่ เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์
นับได้หรือนับไม่ได้The ทำหน้าที่คล้ายๆกับ This,
That, Those, These โดยเป็นตัวชี้เฉพาะไปที่”อันนี้”
“คนนั้น” “สิ่งโน้น” ดังนั้นเราจะสามารถใช้
The ได้ก็ต่อเมื่อ “เรารู้ว่าผู้ฟังเข้าใจตรงกันกับเรา
ว่าเราหมายถึง “อันไหน” “คนไหน”
“สิ่งไหน” หากว่าเราคิดว่าผู้ฟังเข้าใจไม่ตรงกัน
เราไม่สามารถใช้ The ได้”
เช่น ถ้าคุณและลูกชายกำลังนั่งดู”หลินปิง”ทางโทรทัศน์ แล้วลูกชายของคุณหันมาบอกว่า “Dad,
I want to feed the panda.” นั่นหมายความว่า ลูกชายของคุณต้องการจะไปให้อาหารหมีแพนด้าตัวนั้นที่เขาดูอยู่ในโทรทัศน์
ซึ่งก็คือ “หลินปิง” ไม่ได้หมายถึงตัวอื่นๆอีกหลายตัวที่เหมือนๆกัน
แต่อาศัยอยู่ในประเทศจีน
การใช้ Articles a, an, the
คำ article แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
A. Indefinite Article ได้แก่ a, an (ใช้กับคำนามนับได้ที่ไม่เจาะจง)
B. Definite Article ได้แก่ the (ใช้กับคำนามนับได้ที่เจาะจง)
A. Indefinite Article ได้แก่ a, an (ใช้กับคำนามนับได้ที่ไม่เจาะจง)
B. Definite Article ได้แก่ the (ใช้กับคำนามนับได้ที่เจาะจง)
A. Indefinite Article ได้แก่ a, an
หลักการใช้ a, an
1. ใช้ an นำหน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ a,
e, i, o,u หรือออกเสียงสระไม่ว่าจะเขียนขึ้นต้น
ด้วยพยัญชนะก็ตามเช่น
an elephant, an hour, an umbrella, an apple
2. ใช้ a, an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่นับได้เสมอที่มีความหมายเป็น"หนึ่ง"
She has a dog.
Give me an apple.
This is a durian.
3. ใช้ a, an นำหน้าคำที่บอกอาชีพ
ด้วยพยัญชนะก็ตามเช่น
an elephant, an hour, an umbrella, an apple
2. ใช้ a, an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่นับได้เสมอที่มีความหมายเป็น"หนึ่ง"
She has a dog.
Give me an apple.
This is a durian.
3. ใช้ a, an นำหน้าคำที่บอกอาชีพ
I am a student .
I want to be a teacher.
4. ใช้ a, an นำหน้านามเอกพจน์ที่แปลเป็นต่อ...(หน่วย)
I want to be a teacher.
4. ใช้ a, an นำหน้านามเอกพจน์ที่แปลเป็นต่อ...(หน่วย)
Oranges cost
50 baht a kilogram.
5. ใช้ a กับการเจ็บไข้ได้ป่วยเช่น
a stomachache, a headache, a fever
I have eaten papaya salad at lunch and now I have a stomachache.
a stomachache, a headache, a fever
I have eaten papaya salad at lunch and now I have a stomachache.
6. ใช้ a, an ในประโยคอุทานตามหลัง what เช่น
What is this ? It’s a pear.
What is this ? It’s a pear.
เราจะไม่ใช้ a, an กับสิ่งต่อไปนี้
1.กับคำนามที่นับไม่ได้ (uncountable nouns)
2.ไม่ใช้นำหน้าชื่อวิชา ชื่อกีฬา ชื่อประเทศ ชื่อเมือง ชื่อมหาวิทยาลัย
3.ไม่ใช้หน้าคำที่เป็นมื้ออาหาร breakfast, lunch, dinner
1.กับคำนามที่นับไม่ได้ (uncountable nouns)
2.ไม่ใช้นำหน้าชื่อวิชา ชื่อกีฬา ชื่อประเทศ ชื่อเมือง ชื่อมหาวิทยาลัย
3.ไม่ใช้หน้าคำที่เป็นมื้ออาหาร breakfast, lunch, dinner
B. Definite Article ได้แก่ the
หลักการใช้ the
1. ใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์และพหูพจน์ที่เป็นการชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าคนไหน
อันไหน สิ่งไหน
1. ใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์และพหูพจน์ที่เป็นการชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าคนไหน
อันไหน สิ่งไหน
2. ใช้ the นำหน้าคำนามที่มีสิ่งเดียว
the sun, the moon, the sky
the sun, the moon, the sky
3. ใช้ the นำหน้าชื่อครอบครัวเช่น
The Browns, The Lees
The Browns, The Lees
4. ตามปกติเราใช้ the นำหน้าชื่อหนังสือพิมพ์เช่น
The Nation, The Times, The Sun
The Nation, The Times, The Sun
5. ใช้ the กับชื่อ สถานที่
ทะเล the Pacific
เทือกเขา the Himalayas
แม่นํ้า the Mississippi
ทะเลทราย the Sahara
โรงแรม the Plaza Hotel
โรงหนังโรงละคร the Playhouse
พิพิธภัณฑ์ the National Museum
ชื่อประเทศที่มีคำว่า Republic , Kingdom , State
ทะเล the Pacific
เทือกเขา the Himalayas
แม่นํ้า the Mississippi
ทะเลทราย the Sahara
โรงแรม the Plaza Hotel
โรงหนังโรงละคร the Playhouse
พิพิธภัณฑ์ the National Museum
ชื่อประเทศที่มีคำว่า Republic , Kingdom , State
6. ใช้ the เมื่อเราพูดโดยทั่วไปในเรื่องเครื่องดนตรี
the piano
I play the guitar.
the piano
I play the guitar.
7. ใช้ the ก่อนคำว่า same
Your shirt is the same color as mine.
Your shirt is the same color as mine.
8. ใช้ the + คำคุณศัพท์เมื่อกล่าวถึงกลุ่มบุคคลเป็นพิเศษ
the rich, the sick, the poor
the rich, the sick, the poor
9. ใช้ the กับคำนามที่เราได้กล่าวมาแล้วทั้งผู้พูดและผู้ฟังรู้ว่ากำลังคิดถึงสิ่งใด
เราจะไม่ใช้ the กับสิ่งต่อไปนี้1. ไม่ใช้ the นำหน้านาม+จำนวนเช่น
room 255
2. ไม่ใช้ the เมื่อเราพูดถึงสิ่งของหรือบุคคลโดยทั่วไป
I'm afraid of spiders.
ตัวอย่างประโยค
Thre are many things
in my kitchen.
This is my kitchen. There are many
grapes in the basket. There are four spoons
on the table. There is a refrigeratorin the corner. There are two tables. There is a little pepper in the bottle. There are two
cups of coffee on the table . There are many coconuts
and pineapples under the table . There is a glass of milk on the table.
กรณีที่ไม่ใช้ Article
1. ชื่อมื้ออาหาร เช่น breakfast
2. ชื่อทะเลสาป, ภูเขา เช่น Lake Superior
3. ชื่อภาษา, ชื่อวิชา เช่น French, Mathematics
4. ชื่อวัน เช่น Wednesday
5. เทศกาล, ฤดู เช่น Christmas, Easter, spring, summer, winter
6. ชื่อเมือง, รัฐ, ประเทศ เช่น Texas, Thailand
7. ชื่อทวีป เช่น Asia,Europe
8. นามนับไม่ได้ และนามพหูพจน์, นามไม่มีตัวตน, นามที่บอกวัสดุ ไม่ใช้ a และ an เช่น tigers, life, wood
9. สำนวนเกี่ยวกับ bed, home, work ต่อไปนี้ไม่ใช้ the คือ go to bed, in bed, finish work, start work, at work, go home, at home
10. คำนามต่อไปนี้ ในความหมายปกติไม่ใช้ the แต่ถ้าใช้ในความหมายอื่นจะใช้ the ได้แก่ bed, church, court, prison, hospital, market, class, school, college, university เช่น
- go to bed = ไปนอน แต่ go to the bed = ไปที่เตียง
- go to prison = ถูกขังคุก แต่ go to the prison = ไปที่คุก(เพื่อไปทำอย่างอื่นไม่ได้ไปเพื่อถูกขัง)
11. ไม่ใช้ article ตามหลัง kind of, sort of, type of, make of, brand of, variety of, species of, เช่น this brand of cigarette
12. Verb ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง คัดเลือก คือ appoint, choose, elect, select หรือ make ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งที่มีเพียงตำแหน่งเดียว ไม่ต้องใช้ article หน้าตำแหน่งนั้น เช่น
- He was made President.
13. ชื่อกีฬาทุกชนิด
1. ชื่อมื้ออาหาร เช่น breakfast
2. ชื่อทะเลสาป, ภูเขา เช่น Lake Superior
3. ชื่อภาษา, ชื่อวิชา เช่น French, Mathematics
4. ชื่อวัน เช่น Wednesday
5. เทศกาล, ฤดู เช่น Christmas, Easter, spring, summer, winter
6. ชื่อเมือง, รัฐ, ประเทศ เช่น Texas, Thailand
7. ชื่อทวีป เช่น Asia,Europe
8. นามนับไม่ได้ และนามพหูพจน์, นามไม่มีตัวตน, นามที่บอกวัสดุ ไม่ใช้ a และ an เช่น tigers, life, wood
9. สำนวนเกี่ยวกับ bed, home, work ต่อไปนี้ไม่ใช้ the คือ go to bed, in bed, finish work, start work, at work, go home, at home
10. คำนามต่อไปนี้ ในความหมายปกติไม่ใช้ the แต่ถ้าใช้ในความหมายอื่นจะใช้ the ได้แก่ bed, church, court, prison, hospital, market, class, school, college, university เช่น
- go to bed = ไปนอน แต่ go to the bed = ไปที่เตียง
- go to prison = ถูกขังคุก แต่ go to the prison = ไปที่คุก(เพื่อไปทำอย่างอื่นไม่ได้ไปเพื่อถูกขัง)
11. ไม่ใช้ article ตามหลัง kind of, sort of, type of, make of, brand of, variety of, species of, เช่น this brand of cigarette
12. Verb ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง คัดเลือก คือ appoint, choose, elect, select หรือ make ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งที่มีเพียงตำแหน่งเดียว ไม่ต้องใช้ article หน้าตำแหน่งนั้น เช่น
- He was made President.
13. ชื่อกีฬาทุกชนิด
